จุฬาฯ - บพท. เปิดตัว “Impact SE Thailand Platform” กลไกใหม่เชื่อมงานวิจัยสู่พื้นที่จริง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืน - Once In A Life Time

Once In A Life Time

ก้าวไปกับเราครั้งหนึ่งในชีวิต

Breaking

Home Top Ad

Post Top Ad

Saturday, February 21, 2026

จุฬาฯ - บพท. เปิดตัว “Impact SE Thailand Platform” กลไกใหม่เชื่อมงานวิจัยสู่พื้นที่จริง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืน

 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) จัดพิธีแถลงข่าวการจัดตั้ง “แพลตฟอร์มบ่มเพาะและเร่งรัดเพื่อยกระดับธุรกิจเพื่อสังคมไทย (Impact SE Thailand - National Incubation & Acceleration Platform)” อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ณ เรือนจุฬานฤมิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ รองศาสตราจารย์ ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการ ฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์องค์กร หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) ตลอดจนผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เครือข่ายนักลงทุน ผู้ประกอบการเพื่อสังคม นักวิจัย และภาคประชาสังคมเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

 












ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในช่วงพิธีแถลงข่าวอย่างเป็นทางการว่า การจัดตั้งแพลตฟอร์ม Impact SE Thailand ถือเป็นก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศจาก “งานวิจัยและนโยบาย” ไปสู่ “การปฏิบัติจริงในพื้นที่” โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมุ่งเปลี่ยนบทบาทของมหาวิทยาลัยจากแหล่งผลิตองค์ความรู้ ไปสู่การเป็นกลไกเชิงรุกที่เชื่อมโยงนักวิจัย ผู้ประกอบการ และภาคีเครือข่าย เข้ากับโจทย์ปัญหาและศักยภาพของพื้นที่ทั่วประเทศอย่างเป็นระบบ พร้อมเปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัย นักวิจัย และผู้ประกอบการจากทั่วประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม 


มหาวิทยาลัยพร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการและเกษตรกรไทยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แพลตฟอร์มนี้ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่การเรียนรู้ แต่เป็นระบบนิเวศที่มุ่งสร้างนวัตกรที่มีจิตสำนึกต่อส่วนรวม เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ความสำเร็จของธุรกิจในปัจจุบันนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลกำไรหรือตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากความสามารถในการช่วยเหลือชุมชนและการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเชื่อมั่นว่าหากประเทศไทยมี "นักธุรกิจที่ดี" และ "นวัตกรที่ดี" จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้มีความเข้มแข็ง ซึ่งโครงการนี้จะเป็นต้นแบบสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมทางธุรกิจที่เชื่อมโยงงานวิจัยในมหาวิทยาลัยเข้ากับวิถีชีวิตของประชาชน เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ในระดับประเทศ


รวมทั้ง แพลตฟอร์มนี้จะเป็นต้นแบบสำคัญในการผลักดันให้ธุรกิจทุกขนาดวัดความสำเร็จที่การช่วยเหลือสังคม ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างโมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่จะยกระดับประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับในฐานะประเทศที่โดดเด่นด้านธุรกิจเพื่อสังคมอย่างแท้จริง และในภาคการส่งออกซึ่งแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของผลิตภัณฑ์ไทย ที่ผลผลิตมาจากทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม (Social Impact) ได้อย่างเป็นรูปธรรม และสู่สายตาชาวโลก 


ในขณะเดียวกัน ศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของความร่วมมือว่า แพลตฟอร์มบ่มเพาะและเร่งรัดเพื่อยกระดับธุรกิจเพื่อสังคมประเทศไทย” ซึ่งเป็นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างจุฬาฯ และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเปลี่ยนบทบาทของมหาวิทยาลัยจากแหล่งสร้างองค์ความรู้ สู่การเป็นกลไกขับเคลื่อนสังคมเชิงประจักษ์ ผ่านการผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์จริง การพัฒนากลไกบ่มเพาะและเร่งรัดผู้ประกอบการเพื่อสังคมในระดับชาติ และการบูรณาการข้อมูลเชิงพื้นที่ควบคู่กับเงินทุนตั้งต้น เพื่อสร้างผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ดิฉันเชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับระบบนิเวศธุรกิจเพื่อสังคมไทยสู่ระดับสากล และสร้างกำไรทางสังคมที่กลับคืนสู่ประเทศอย่างแท้จริง


ในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยจุฬาฯ มุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนบทบาทจากสถาบันที่เน้นงานวิจัยเพื่อการตีพิมพ์ (Publication) มาสู่การสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้จริงผ่านแพลตฟอร์มบ่มเพาะวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยใช้จุดแข็งของการเป็นมหาวิทยาลัยสหสาขาวิชา (Multidisciplinary) ที่มีความเชี่ยวชาญครอบคลุมทั้งด้านวิทยาศาสตร์ สุขภาพ ตลอดจนการตลาดและ Branding จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี เพื่อเข้าไปบ่มเพาะนักวิชาการและชุมชนให้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและผู้บริโภคอย่างแท้จริง แทนการผลิตตามความสนใจของนักวิจัยเพียงอย่างเดียว


นอกจากนี้ แพลตฟอร์มดังกล่าวยังมีความโดดเด่นในด้านการดูแลแบบต่อเนื่องระยะยาว (Long - term mentoring) ที่แตกต่างจากการอบรมทั่วไป โดยพร้อมจะเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาและเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือจากทั้งในและต่างประเทศ เช่น สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เพื่อสนับสนุนด้านเงินทุนและการขยายผลสู่ตลาดระดับสากล (Global) ทั้งนี้ มุ่งเน้นการบูรณาการร่วมกับภาคเอกชนในการลงทุนเพื่อสร้างความยั่งยืน โดยหวังให้สังคมมองบทบาทใหม่ของมหาวิทยาลัยที่เป็นมากกว่าที่สร้างบัณฑิต แต่เป็นเสาหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและยกระดับผลิตภัณฑ์ไทยให้แข่งขันได้ในระดับโลก 

 

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการ ฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์องค์กร หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า บพท. ให้ความสำคัญกับการนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์จริงในระดับพื้นที่ การจัดตั้งแพลตฟอร์มระดับชาติที่เชื่อมโยงข้อมูลเชิงพื้นที่ งานวิจัย และกลไกสนับสนุนทางธุรกิจ จะช่วยยกระดับธุรกิจเพื่อสังคมให้สามารถขยายผลและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้อย่างยั่งยืน


โดยเฉพาะหัวใจสำคัญคือการสร้างงานในพื้นที่เพื่อให้คนในชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งกลไกนี้จะอาศัยการบูรณาการพลังของคนต่างวัย (Multi - generation) เข้าด้วยกัน โดยดึงศักยภาพของกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Y มาทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและคนในท้องถิ่น ในบทบาทที่หลากหลายทั้งการเป็นโค้ช ที่ปรึกษา และนักลงทุน เพื่อสร้าง Cluster ระดับท้องถิ่นที่สามารถขับเคลื่อนเมืองให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน


นอกจากนี้ แพลตฟอร์มดังกล่าวยังทำหน้าที่เป็นตัวเร่งรัด (Accelerator) เพื่อยกระดับธุรกิจเพื่อสังคม (SE) ของไทยให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยมุ่งเน้นการเชื่อมโยงระบบนิเวศการทำงานระหว่างนักวิจัย ชาวบ้าน และภาคธุรกิจเข้าด้วยกันเพื่อปิดช่องว่างด้านการใช้เทคโนโลยีและงบประมาณ แพลตฟอร์มนี้จะช่วยทำหน้าที่ "ต่อจิ๊กซอว์" นำความรู้และนวัตกรรมที่มีอยู่มาประยุกต์ใช้เพื่อเปลี่ยน "คุณค่า" จากทรัพยากรท้องถิ่นให้กลายเป็น "มูลค่า" ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ อันจะเป็นการวางรากฐานโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว


สำหรับแนวโน้มการขับเคลื่อนการศึกษาและนวัตกรรมผ่านแพลตฟอร์มความร่วมมือ โดยให้ความสำคัญของการสร้าง "เครือข่ายมหาวิทยาลัย" ทั่วประเทศให้เป็นพื้นที่หลักในการถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้แก่สังคม ซึ่งการทำงานในยุคนี้ไม่สามารถขับเคลื่อนได้เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกับองค์กรระดับสากล อาทิ UNESCO, UNDP และ World Bank รวมถึงหน่วยงานภาครัฐอย่าง สอวช. เพื่อสร้างผลกระทบที่ยั่งยืนและตรงจุดต่อการพัฒนาประเทศไทยในทุกมิติ 


นอกจากนี้ คุณสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ที่ปรึกษาการจัดตั้ง “แพลตฟอร์มบ่มเพาะและเร่งรัดเพื่อยกระดับธุรกิจเพื่อสังคมประเทศไทย (Impact SE Thailand – National Incubation & Acceleration Platform)” หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ กล่าวว่า  หัวใจสำคัญของกระบวนการบ่มเพาะ (Incubation) คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของผู้ประกอบการและนักนวัตกรรม โดยแพลตฟอร์มนี้จะทำหน้าที่เป็น "ตัวเร่ง" (Accelerator) ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยเข้ากับภาคธุรกิจและแหล่งเงินทุน เพื่อผลักดันให้ผลงานวิจัยและไอเดียสร้างสรรค์สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม


นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ครบวงจร ผ่านเครือข่ายพี่เลี้ยง (Mentor) และผู้เชี่ยวชาญที่จะคอยให้คำปรึกษาเพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการทำธุรกิจ ซึ่งกลไกดังกล่าวไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของผู้ประกอบการรายย่อยเท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนากำลังคนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต 


ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก คุณอัครพล ลีลาจินดามัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ทิศทางการยกระดับวิสาหกิจเพื่อสังคมประเทศไทย” โดยชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจเพื่อสังคมกำลังเป็นกลไกสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความยั่งยืนเชิงโครงสร้างของประเทศ การมีแพลตฟอร์มระดับชาติที่เชื่อมโยงข้อมูล งานวิจัย และแหล่งทุนเข้าด้วยกัน จะช่วยเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันและสร้างผลกระทบในระดับสากล


ต่อเนื่องด้วยการเสวนาหัวข้อ “Seed the Future: ปั้นธุรกิจเพื่อสังคมผ่านมุมมองแพลตฟอร์ม Impact SE Thailand” ผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายภาคส่วนได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง อาทิ รองศาสตราจารย์ ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.จิตติมา ลัคนากุล ผู้อำนวยการ CU Innovation Hub คุณอภิชาต การุณกรสกุล ประธานกรรมการมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม คุณสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ที่ปรึกษาการจัดตั้งแพลตฟอร์ม และคุณพัฒนา สิทธิสมบัติ ผู้ทรงคุณวุฒิ บพท. โดยได้เจาะลึกประเด็นการวิเคราะห์ความต้องการเชิงพื้นที่ (Area Demand) เพื่อระบุคลัสเตอร์ศักยภาพ (Potential Cluster) การออกแบบกลไกการดำเนินงาน (Operating Model) ตลอดจนยุทธศาสตร์การระดมทุนจากเครือข่ายนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ภายใต้แนวคิด Impact Investment ที่มุ่งสร้าง “กำไรทางสังคม” ควบคู่ผลตอบแทนทางธุรกิจ


ทั้งนี้ เพื่อสะท้อนศักยภาพของแพลตฟอร์มในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของแพลตฟอร์มจะเริ่มต้นด้วยโครงการนำร่องที่พัฒนาขึ้นจากการวิเคราะห์ความต้องการของพื้นที่จริง โดยมีโครงการยกระดับห่วงโซ่คุณค่าโกโก้ไทยเป็นตัวอย่างสำคัญ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการนำองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยไปใช้ประโยชน์จริง ตั้งแต่การพัฒนาคุณภาพผลผลิต การสร้างมาตรฐานและมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร ไปจนถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการและตลาด เพื่อเพิ่มรายได้และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน


ในขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มยังต่อยอดสู่โครงการนำร่องด้านพืชพลังงานและอาหารสัตว์ อาทิ โครงการส่งเสริมการปลูกพืชพลังงาน (หญ้าเนเปียร์) สู่การเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศไทย ซึ่ง สะท้อนรูปธรรมของการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่เป็นฐานในการออกแบบโซลูชันเชิงระบบ โดยบูรณาการงานวิจัย เทคโนโลยี และกลไกตลาด เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากภาคการเกษตร ควบคู่กับการสร้างรายได้ การจ้างงาน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม


No comments:

Post a Comment

Post Bottom Ad